สมาชิกเท่านั้นถึงจะมองเห็นเนื้อหาอย่างสมบูรณ์

คุณต้อง เข้าสู่ระบบ เพื่อดาวน์โหลดไฟล์นี้ หากยังไม่มีบัญชี กรุณา สมัครสมาชิก

×
image-5-compressed.webp
บนกราฟราคา รูปแบบที่มีเค้าโครงคล้ายตัวอักษร M หรือ W มักถูกเรียกว่า Double Top และ Double Bottom โดยเกิดจากราคาทดสอบบริเวณสูงสุดหรือต่ำสุดที่ใกล้เคียงกันสองครั้งแล้วไม่สามารถเคลื่อนผ่านระดับเดิมได้อย่างต่อเนื่อง รูปแบบนี้มักใช้เป็นข้อสังเกตว่าแรงส่งของแนวโน้มเดิมอาจเริ่มอ่อนลง แต่ไม่ได้ยืนยันว่าราคาจะกลับทิศทุกครั้ง เพราะกราฟจริงอาจมีความคลาดเคลื่อนของระดับราคา ระยะเวลา และความผันผวนแตกต่างกันไป

Double Top คืออะไร มีลักษณะอย่างไรบนกราฟ
Double Top หรือรูปแบบยอดคู่ คือโครงสร้างราคาที่มีเค้าโครงคล้ายตัวอักษร M มักเกิดหลังจากราคาปรับขึ้นมาระยะหนึ่ง แล้วขึ้นไปทดสอบบริเวณแนวต้านใกล้เคียงกันสองครั้งโดยยังไม่สามารถเคลื่อนผ่านระดับดังกล่าวได้อย่างต่อเนื่อง องค์ประกอบที่ใช้ประกอบการพิจารณามี 4 ส่วน

  • แนวโน้มขาขึ้นที่นำมาก่อนหน้า หากไม่มีการปรับขึ้นนำมาก่อน โครงสร้างที่เห็นอาจเป็นเพียงการแกว่งตัวในกรอบ
  • ยอดที่หนึ่ง ซึ่งเป็นจุดที่ราคาหยุดขึ้นและเริ่มย่อตัว
  • จุดต่ำระหว่างยอดทั้งสอง ซึ่งใช้เป็นจุดอ้างอิงของเส้น Neckline
  • ยอดที่สอง ซึ่งกลับไปทดสอบบริเวณใกล้เคียงกับยอดแรก


คำว่า “ใกล้เคียง” ไม่มีจำนวน pip ที่เป็นมาตรฐานเดียวสำหรับทุกคู่เงินและทุกไทม์เฟรม เพราะความผันผวนของตลาดแตกต่างกัน ระบบวิเคราะห์บางแบบจึงกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไว้ล่วงหน้าเป็นจำนวน pip เปอร์เซ็นต์ของราคา หรือสัดส่วนของค่าความผันผวน เช่น ATR เพื่อให้ใช้เกณฑ์เดียวกันในการทดสอบย้อนหลัง

ตัวอย่างเชิงอธิบาย หากระบบหนึ่งกำหนดไว้ล่วงหน้าว่ายอดสองจุดบน H1 ต้องต่างกันไม่เกิน 10 pip จึงจะนับเป็นบริเวณยอดเดียวกัน ตัวเลข 10 pip นี้เป็นเพียงเงื่อนไขสมมติของระบบ ไม่ใช่เกณฑ์มาตรฐานของ Double Top การใช้เกณฑ์ลักษณะนี้มีประโยชน์ตรงที่ช่วยลดการตัดสินด้วยสายตาเพียงอย่างเดียว

Double Bottom คืออะไร มีลักษณะอย่างไรบนกราฟ
Double Bottom หรือรูปแบบฐานคู่ คือภาพกลับด้านของ Double Top และมีเค้าโครงคล้ายตัวอักษร W มักเกิดหลังจากราคาปรับลงมาระยะหนึ่ง แล้วลงไปทดสอบบริเวณแนวรับใกล้เคียงกันสองครั้งโดยไม่สามารถเคลื่อนลงต่อได้อย่างต่อเนื่อง ลำดับที่มักพบคือขาลงนำมาก่อน ตามด้วยฐานแรก การเด้งขึ้นระหว่างฐาน และฐานที่สองที่กลับมาทดสอบบริเวณเดิม

การวัดส่วนต่างของฐานทั้งสองควรใช้หน่วยที่สอดคล้องกัน เช่น pip หรือเปอร์เซ็นต์ของราคา ไม่ควรเทียบตัวเลขดิบข้ามคู่เงินโดยตรง เพราะตำแหน่งของ pip แตกต่างกัน คู่เงินส่วนใหญ่ใช้ 0.0001 ต่อ 1 pip ขณะที่คู่เงินที่มีเยนญี่ปุ่นเป็นสกุลเงินอ้างอิงมักใช้ 0.01 ต่อ 1 pip

ตัวอย่างเช่น หากฐานที่สองของคู่เงิน JPY อยู่ต่ำกว่าฐานแรก 0.12 ส่วนต่างจะเท่ากับ 0.12 ÷ 0.01 = 12 pip แต่ส่วนต่างตัวเลข 0.12 บนคู่เงินที่ใช้ 0.0001 ต่อ 1 pip จะเท่ากับ 1,200 pip ตัวอย่างนี้แสดงว่าการแปลงหน่วยก่อนเปรียบเทียบมีความสำคัญกว่าการดูจำนวนทศนิยมที่ต่างกันบนหน้าจอ

เส้น Neckline คืออะไร เกี่ยวข้องกับรูปแบบนี้อย่างไร
Neckline คือระดับอ้างอิงที่ลากผ่านจุดกลับตัวระหว่างยอดหรือฐานทั้งสอง สำหรับ Double Top จะอ้างอิงจุดต่ำระหว่างยอด ส่วน Double Bottom จะอ้างอิงจุดสูงระหว่างฐาน ระดับนี้มักใช้เป็นเงื่อนไขประกอบการยืนยันว่าโครงสร้างเริ่มพัฒนาเกินกว่าการแกว่งตัวปกติ

วิธีหนึ่งที่ใช้เพื่อลดความคลาดเคลื่อนจากไส้เทียนคือรอให้ราคาปิดแท่งพ้น Neckline ก่อนนับว่ารูปแบบได้รับการยืนยันตามกฎของระบบ อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ไม่ใช่กฎสากล บางระบบอาจใช้การแตะหรือการทะลุระดับระหว่างแท่ง จึงควรกำหนดเงื่อนไขให้ชัดก่อนเก็บสถิติหรือทำ Backtest

ขั้นตอนพื้นฐานในการกำหนด Neckline มี 3 ขั้น

  • ระบุยอดหรือฐานทั้งสองจุดให้ชัดเจน
  • หาจุดกลับตัวที่อยู่ระหว่างกลาง แล้ววางระดับอ้างอิงผ่านจุดนั้น
  • กำหนดล่วงหน้าว่าจะใช้การทะลุระดับระหว่างแท่ง หรือรอการปิดแท่งพ้นระดับเป็นเงื่อนไขยืนยัน


การลากเส้นในทางปฏิบัติสามารถทำผ่านโปรแกรมวิเคราะห์กราฟ เช่น MetaTrader 5 (MT5) ซึ่งมีเครื่องมือ Horizontal Line สำหรับกำหนดระดับราคาบนกราฟ การเลือกแพลตฟอร์มควรพิจารณาทั้งเครื่องมือวิเคราะห์ ข้อมูลสัญญา ต้นทุน และเงื่อนไขการซื้อขายของผู้ให้บริการ หากต้องการดูตัวอย่างข้อมูลเกี่ยวกับแพลตฟอร์มและบริการ สามารถตรวจสอบรายละเอียดจาก โบรกเกอร์ GOC Prime ควบคู่กับเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์ที่สนใจ

ตัวอย่างการเกิด Double Top บนกราฟราคา
สมมติกรณีเชิงอธิบายบนคู่เงินที่ใช้ 0.0001 ต่อ 1 pip ในไทม์เฟรม H4 ราคาเดินขึ้นไปหยุดที่ยอดแรก จากนั้นย่อลงมา 80 pip เกิดเป็นจุดต่ำระหว่างยอด แล้วกลับขึ้นไปทดสอบบริเวณเดิมอีกครั้ง โดยยอดที่สองต่างจากยอดแรก 6 pip ก่อนราคาจะปรับลงมาปิดแท่งใต้ระดับ Neckline

หากกฎของระบบกำหนดให้ยอดทั้งสองอยู่ภายในช่วงความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้ และกำหนดให้การปิดแท่งใต้ Neckline เป็นเงื่อนไขยืนยัน โครงสร้างนี้จึงสามารถถูกบันทึกเป็น Double Top ตามกฎดังกล่าวได้ จุดสำคัญคือการใช้เงื่อนไขชุดเดียวกันกับทุกตัวอย่าง ไม่ใช่ปรับเกณฑ์ภายหลังเพื่อให้กราฟเข้ากับรูปแบบ

ระยะจากยอดลงมาถึง Neckline ในตัวอย่างนี้เท่ากับ 80 pip แนวทางทางเทคนิคบางแบบใช้ระยะดังกล่าวเป็นกรอบวัดความสูงของรูปแบบ แล้วฉายระยะจาก Neckline ไปในทิศทางของการ Breakout เพื่อเป็นระดับอ้างอิงเชิงโครงสร้าง ระดับที่ได้ไม่ใช่เป้าหมายราคาที่รับประกันว่าจะเกิดขึ้นจริง เพราะราคาอาจหยุด กลับตัว หรือเกิด False Breakout ก่อนถึงระดับดังกล่าว

หากต้องการแปลงระยะราคาเป็นมูลค่าเงิน ต้องนำขนาดสถานะมาพิจารณาร่วมด้วย ตัวอย่างในคู่เงินที่มี USD เป็นสกุลเงินอ้างอิง เช่น EUR/USD ขนาด 1 Standard Lot หรือ 100,000 หน่วย มีมูลค่าประมาณ 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 pip ดังนั้นระยะ 80 pip จะเท่ากับประมาณ 800 ดอลลาร์ต่อ 1 Standard Lot และประมาณ 80 ดอลลาร์ต่อ 1 Mini Lot ตัวเลขนี้ใช้เพื่ออธิบายการคำนวณเท่านั้น และมูลค่า pip จริงอาจต่างออกไปตามคู่เงิน สกุลเงินบัญชี และอัตราแลกเปลี่ยน

ข้อจำกัดและความคลาดเคลื่อนที่พบได้ของรูปแบบนี้
รูปแบบกราฟไม่ได้เกิดขึ้นสมบูรณ์แบบตามภาพตัวอย่างเสมอไป และไม่ควรใช้เป็นสัญญาณเดียวในการตัดสินใจเปิดหรือปิดสถานะ ข้อจำกัดที่ควรคำนึงถึงมีดังนี้

  • ยอดหรือฐานทั้งสองไม่จำเป็นต้องอยู่ที่ราคาเดียวกันพอดี ความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้ควรกำหนดตามกฎของระบบและลักษณะความผันผวนของสินทรัพย์
  • ราคาอาจทะลุหรือปิดพ้น Neckline แล้วกลับเข้าไปในกรอบเดิม ซึ่งเป็นลักษณะของ False Breakout
  • รูปแบบเดียวกันอาจมองเห็นชัดในไทม์เฟรมหนึ่ง แต่ไม่ชัดในอีกไทม์เฟรม เพราะจำนวนแท่งและโครงสร้างราคาแตกต่างกัน
  • ยอดที่สองหรือฐานที่สองยังอาจพัฒนาเป็นการสร้างจุดสูงสุดหรือจุดต่ำสุดใหม่ หากแนวโน้มเดิมกลับมามีแรงส่งต่อ
  • การวัดเป้าหมายจากความสูงของรูปแบบเป็นเพียงวิธีอ้างอิงทางเทคนิค ไม่ได้ยืนยันผลลัพธ์ของราคาในอนาคต


การใช้ Double Top หรือ Double Bottom จึงควรพิจารณาร่วมกับบริบทอื่น เช่น แนวโน้มในไทม์เฟรมที่ใหญ่กว่า แนวรับแนวต้าน ความผันผวน และกฎบริหารความเสี่ยงที่กำหนดไว้ล่วงหน้า การทดสอบย้อนหลังด้วยเงื่อนไขเดียวกัน เช่น ความคลาดเคลื่อนของยอดหรือฐานและวิธียืนยัน Neckline ช่วยให้เห็นว่ารูปแบบที่นิยามไว้เกิดบ่อยเพียงใดและให้ผลลัพธ์แบบใดในข้อมูลย้อนหลัง แต่ผลการทดสอบย้อนหลังไม่รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต

Double Top และ Double Bottom เป็นคำอธิบายโครงสร้างราคาที่กลับไปทดสอบบริเวณเดิมสองครั้ง และมักใช้สังเกตความเป็นไปได้ที่แรงส่งของแนวโน้มเดิมจะอ่อนลง จุดสำคัญไม่ใช่การมองหารูปตัว M หรือ W เพียงอย่างเดียว แต่คือการกำหนดเกณฑ์ของยอดหรือฐาน วิธีวัดหน่วยราคา และเงื่อนไข Neckline ให้สม่ำเสมอ รูปแบบกราฟเป็นเพียงเครื่องมือประกอบการวิเคราะห์ ไม่สามารถรับประกันทิศทางราคา กำไร หรือป้องกันการขาดทุนได้ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูล เงื่อนไขของผลิตภัณฑ์ และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก

รายละเอียดเครดิต

Copyright © 2011-2026 Kulasang.net. All Rights Reserved.