สมาชิกเท่านั้นถึงจะมองเห็นเนื้อหาอย่างสมบูรณ์

คุณต้อง เข้าสู่ระบบ เพื่อดาวน์โหลดไฟล์นี้ หากยังไม่มีบัญชี กรุณา สมัครสมาชิก

×
โรคงูสวัด ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว หรือหลายคนอาจเข้าใจผิดว่าเป็นโรคที่จะเกิดขึ้นเฉพาะกับผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว ใครก็ตามที่เคยเป็น โรคอีสุกอีใส มาก่อนในชีวิต ต่างมีเชื้อไวรัสชนิดนี้แฝงอยู่ในร่างกายกันทั้งนั้น ไวรัสต้นเหตุมีชื่อว่า Varicella Zoster Virus เมื่อเราหายจากโรคอีสุกอีใส ไวรัสไม่ได้หายไปไหน แต่จะเข้าไปแอบซ่อนอยู่ตามปมประสาทอย่างสงบ และรอคอยเวลาที่ร่างกายอ่อนแอเพื่อ ตื่น ขึ้นมาอาละวาด เกิดเป็นผื่น แผลตุ่มน้ำใส และอาการปวดแสบปวดร้อนตามแนวเส้นประสาท การดูแลตัวเองเพื่อลดความเสี่ยงโรคงูสวัด งูสวัดเป็นยังไง จึงมีหัวใจสำคัญง่ายๆ คือ การรักษาภูมิคุ้มกันของร่างกายให้อยู่ในระดับที่แข็งแรงอยู่เสมอ แม้เราจะไม่อาจไล่เชื้อไวรัสที่แฝงอยู่ในร่างกายออกไปได้แบบ 100% แต่เราเลือกที่จะควบคุมไม่ให้มันลุกขึ้นมาสร้างปัญหาได้ การใส่ใจดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน ปรับพฤติกรรมการกิน การนอน และรักษาสภาพจิตใจให้แจ่มใส ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคงูสวัดเท่านั้น แต่ยังเป็นเกราะป้องกันให้ร่างกายแข็งแรง ห่างไกลจากโรคร้ายอื่นๆ ได้ในระยะยาว

การนอนหลับคือช่วงเวลาที่ร่างกายใช้ซ่อมแซมตัวเองและสร้างภูมิคุ้มกัน การอดนอนติดต่อกันหลายวัน หรือนอนดึกสะสม เป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ที่ทำให้ภูมิคุ้มกันตกอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ไวรัสที่แฝงอยู่ฉวยโอกาสจู่โจมร่างกาย พยายามนอนหลับให้ได้วันละ 7–8 ชั่วโมง และเข้านอนให้เป็นเวลาเพื่อรักษานาฬิกาชีวิตให้สมดุล อาหารที่กินเข้าไปส่งผลโดยตรงต่อระบบภูมิคุ้มกัน ควรเน้นกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะอาหารที่มีวิตามินซี วิตามินบี วิตามินดี และแร่ธาตุซิงก์ (Zinc) เช่น ผักใบเขียว ผลไม้รสเปรี้ยว เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ ถั่ว และธัญพืช พร้อมทั้งลดการกินอาหารหวานจัดหรืออาหารแปรรูปสูง เพราะน้ำตาลและสารสังเคราะห์บางชนิดสามารถกระตุ้นให้เกิดการอักเสบในร่างกายและทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานแย่ลง ความเครียดเป็นตัวการเงียบที่ทำลายภูมิคุ้มกันโดยไม่รู้ตัว เวลาที่เครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งมีผลกดการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ควรหาเวลาผ่อนคลายสมองด้วยกิจกรรมที่ชื่นชอบ เช่น ฟังเพลง อ่านหนังสือ ทำสมาธิ หรือออกไปสัมผัสธรรมชาติ เพื่อปล่อยให้ร่างกายและจิตใจได้คลายความตึงเครียดบ้าง การเคลื่อนไหวร่างกายระดับปานกลาง เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ หรือเล่นโยคะ สัปดาห์ละ 3–5 วัน ครั้งละประมาณ 30 นาที ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และทำให้เซลล์ภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหักโหมจนร่างกายอ่อนเพลียเกินไป เพราะแทนที่จะช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน อาจกลายเป็นเปิดโอกาสให้ไวรัสกำเริบแทน สำหรับผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง การฉีดวัคซีนป้องกันงูสวัดเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพและตรงจุดที่สุด นอกจากจะช่วยลดโอกาสเกิดโรคได้อย่างมีนัยสำคัญแล้ว หากโชคร้ายเป็นขึ้นมาจริงๆ วัคซีนยังช่วยลดความรุนแรงของอาการ และลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนอย่าง อาการปวดเส้นประสาทเรื้อรัง ที่สร้างความทุกข์ทรมานได้เป็นอย่างดี
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก

รายละเอียดเครดิต

Copyright © 2011-2026 Kulasang.net. All Rights Reserved.